TamuBet
News - Hearts & Minds International Education

WHAT’S NEW

รีวิวสมัครทุน Manaaki New Zealand Scholarships

โดย ปวันรัตน์ ชัยศรี PhD in Food Technology, Massey University

เริ่มด้วยเรามีความตั้งใจจะเรียนป.เอกที่ต่างประเทศ และ ยังไม่มีความพร้อมเรื่องเอกสารใดๆ เลย เช่น คะแนน IELTS, อาจารย์ที่ปรึกษา, Proposal ใดๆ เลยหาข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องทุนป.เอก โดยโฟกัสทุนฟรี 100% ด้วย ซึ่งทุนส่วนมากจะต้องมี offer จากมหาลัยก่อนถึงยื่นสมัครได้ และการจะได้ offer ก็ต้องมี Supervisor ก่อน และ ก่อนจะมี Supervisor ก็ต้องมี Proposal และใช่ตัวเราเองยังไม่มีอะไรสักอย่างที่ว่ามา และส่วนตัวอยากจะสมัครทุนให้เร็วที่สุด เพราะไม่อยากเสียเวลา จนมาพบว่ามีทุนนึงที่น่าสนใจคือชื่อทุน Manaaki New Zealand Scholarship เป็นทุน 100% จากรัฐบาลนิวซีแลนด์

ซึ่งมีรายละเอียดหลัก ๆ ดังนี้

1.ต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทย 2 ปีก่อนวันรับสมัคร

2.อายุ 18-40 ปี

3.ต้องมีประสบการณ์ทำงาน full-time 1 ปี หรือ part-time 2 ปี (ไม่ต้องใช้ใบผ่านงานในการสมัครนะ)

4.มีความมุ่งมั่นในการเอาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศบ้านเกิด

5. มีผลทดสอบภาษาอังกฤษ เป็นไปตามเงื่อนไขของสาขาที่เรียนในยูนั้นๆ ** แต่ตอนสมัครยังไม่ต้องใช้นะ จะใช้ต่อเมื่อเราได้ทุน และต้องสมัครมหาลัยตามที่เราตั้งใจจะไปเรียน**

โดยเงื่อนไขของทุนมีแค่ 1 ข้อ คือ "เมื่อเรียนจบแล้ว ต้องกลับมาทำงานที่ประเทศบ้านเกิดอย่างน้อย 2 ปี จะเป็นงานอะไรก็ได้"

แล้วทุนให้อะไรเราบ้างหล่ะ  คือตอบเลยว่าเยอะมากก

-ค่าเทอม

-เบี้ยเลี้ยง

-ค่าทำวีซ่า/ตรวจสุขภาพ

-ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ (สามารถกลับมาเยี่ยมประเทศได้ด้วย สำหรับป.เอกกลับได้ 2 ครั้ง และออกค่าตั๋วให้เหมือนเดิม)

-ค่าตั้งรกรากในนิวซีแลนด์ (establish allowance)

-ค่าตั้งตัวตอนกลับมาไทย

-แม้กระทั่งค่าสอบภาษาอังกฤษ และทุกคนรู้กันว่า IELTS ค่าสอบแพงมาก และใช่ ทุนจ่ายให้หมดเลย

จริงๆ มีมากกว่านี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มในหน้าเว็บไซต์ของทุน หรือสอบถามพี่ Hearts&Minds

สำหรับป.โทถ้าได้ทุน แล้วผลภาษาเราเกือบผ่านทุนจะออกค่าเรียนให้บินไปเรียนภาษาก่อน (ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณา case by case ไป) แต่ป.เอกไม่มีนะ เพราะงั้นต้องสอบให้ผ่านอย่างเดียว

ป.โทให้ทุน 2 ปี และ ป.เอก 3.5 ปี โดยทุกคนสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บของทุนโดยตรงได้เลย เพราะหน้าเว็บบอกละเอียดมาก และมี พี่ๆ Hearts&Minds ได้เอามาแปลเป็นไทยให้ทุกคนทำความเข้าใจ แต่ใดๆ ขอให้ทุกคนยึดตามหน้าเว็บทุนโดยตรง เพราะแต่ละปีอาจมีการเปลี่ยนแปลง

โดยทุนเปิดรับสมัครสาขาที่หลากหลาย แต่ที่ทุนต้องการคือสาขา Food Security and Agriculture, Good Governance และ Renewable Energy ซึ่งจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่จริงๆ มีมากกว่านี้ ไปดูหน้าเว็บเลย อยากให้คนที่สมัคร สมัครในหัวข้อที่ทุนแนะนำ เพราะจะทำให้โอกาสใบสมัครถูกพิจารณาสูง แต่จริงๆ เราสามารถสมัครหัวข้ออื่นได้ แต่แค่เราต้องเชื่อมโยงได้ว่ามีผลกับด้านที่เค้าสนับสนุนแค่ไหน

กลับมาที่การสมัคร โดยตัวเราเองยังไม่มี offer จากมหาลัย ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ ไม่มีที่ปรึกษา และใช่ทุนยังไม่ต้องใช้เอกสารพวกนี้ตอนสมัคร (ซึ่งถือว่าเป็นทุนที่มีความยืดหยุ่นมาก) เลยตัดสินใจสมัครเลยไม่รีรอ เพราะอ่าน Timeline ของกระบวนการใช้เวลา 7-8 เดือน เลยคิดว่าช่วงเวลานี้แหละ ในการเตรียมตัว แต่! ความยากคือพออ่านรายละเอียด ทุนนี้ให้ป.เอก แค่ 1 ทุนสำหรับประเทศไทย และใช่เราตัดสินใจสมัครเพราะคิดว่า สมัครยังมีโอกาสได้ทุน ไม่สมัครคือไม่ได้ทุน100%

ขั้นตอนสมัคร ทุกอย่างเป็นออนไลน์หมดเลย สะดวกมาก และรายละเอียดชัดเจนมาก

ขั้นแรก > ทำ eligibility test เพื่อยืนยันสิทธิ์คุณสมบัติ ซึ่งถ้าเราอ่านรายละเอียดแล้วเราผ่านหมด เทสนี้คือชิล

ขั้นสอง > เขียน essey เราไม่เคยสมัครทุนมาก่อน จึงถือว่ายากมากในการเขียน essay  แต่ใช้เวลาเรียบเรียงความคิด 1 คืนในการเขียนแบบรวดเดียวจบ (สามารถค่อยๆกรอกใบสมัครได้ตามความต้องการของเรา ไม่จำเป็นต้องทำรวดเดียว ขอแค่กรอกให้ครบภายในระยะเวลาการเปิดรับสมัคร)

โดยมีหัวข้อหลักๆคือ

>Proposed study programme : โดยเราต้องระบุว่าเราอยากจะเรียนสาขาอะไร ที่มหาวิทยาลัยไหน โดยกัสเลือกไป 2 มหาลัย คือ University of Auckland และ Massey University โดยคัดจากความเข้มข้นของงานวิจัยในด้านที่สนใจ และ ลิสรายชื่ออาจารย์มาคร่าวๆละ ว่าใครน่าสนใจ ต่อมาคือเขียน Project proposal ซึ่งกัสมีเพียง scope งานที่อยากจะทำยังไม่ได้มี Protocol ที่ชัดเจน เพราะเรายังไม่มีที่ปรึกษา เลยเขียนไปแบบกว้างๆ แต่เน้นว่างานเราจะมี impact กลับมาพัฒนาประเทศยังไง โดยอยากให้คนที่สมัคร เขียนเน้นเรื่องนี้ เพราะมันคือ aim ของทุนเลย

>Study History ก็กรอกตามจริงเลย (แนบ Transcript ภาษาอังกฤษทั้งป.ตรีและโท)

>Work History ก็กรอกที่ทำงานไปว่าเคยทำงานที่ไหน งานที่ทำคืออะไร ระยะเวลาการทำงาน

>Development Relevant ก็จะถามว่า Skills หรือ Knowledge อะไรที่เราหวังจะได้จากการไปเรียนครั้งนี้และสำคัญกับการพัฒนาประเทศยังไง

>Relationship Management โดยจะถามถึงเหตุการณ์ตอนเรียนหรือทำงานที่ทำให้เราพัฒนาความสัมพันธ์ใหม่กับคนในทีมและผลลัพธ์เป็นไง

>Self Drive บอกเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองโดยไม่มีความช่วยเหลือจากใคร

>Studying Overseas บอกว่าทำไมถึงอยากไปเรียนที่ NZ และถ้าได้ทุนจะเตรียมตัวยังไง

เอกสารที่ต้องใช้ตอนสมัคร มีแค่

1. Transcript ป.ตรี โท เป็นภาษาอังกฤษ

2. ผลงานวิชาการที่มีการตีพิมพ์

คิดว่ามีแค่นี้นะ ยังไม่ต้องใช้ recommendation letter ใดๆด้วย

โดยการเขียน Research proposal ส่วนตัวเลือกใช้คำศัพท์ที่ไม่ใช่ Technical terms มากเกินไป คนทั่วไปสามารถอ่านและเข้าใจงานเราได้ง่าย เพราะเราไม่รู้เลยว่าคนที่ screen ใบสมัครของเราเค้าเป็นใคร ควรเขียนให้กลางๆ ไม่ยากเกิน แต่ก็ไม่ดูเหมือนเราไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย

ในพาทของการบรรยายเหตุการณ์ ใช้เทคนิค STAR ในการเขียน essay ให้ยึดว่าเป็นการบอกเล่าให้เพื่อนฟังคือให้เข้าใจง่ายที่สุด บอก Situation บริบทที่เกิดขึ้น Task หน้าที่ที่เราได้รับมอบหมาย Action เรา action กับเหตุการณ์นั้นยังไง Result ผลที่เกิดขึ้นเป็นยังไง อยากให้ทุกคนลองเขียนแล้วกลับมาอ่านหรือเอาให้เพื่อนอ่านก็ได้ ว่ารู้เรื่อง กระชับไหม เพราะ essay ค่อนข้างจำกัดการบรรยายเป็นจำนวนตัวอักษร ดังนั้นให้เขียนแบบ direct to the point และทุนมีการตรวจเรื่องการใช้ AI ในการเขียนใบสมัครนะ ดังนั้นให้เขียนมาจากตัวเราดีกว่า ส่วนจะใช้ AI ให้ใช้ตรวจ grammar พอ ขึ้นโครงประโยคแล้วให้ AI ช่วยแก้ ให้ใช้คำศัพท์ง่ายๆ อย่าหรูหราเกิน เปลืองจำนวนตัวอักษร

แนะนำให้มาเรียบเรียงเขียนข้างนอกก่อน แล้วค่อยเอาไปกรอกในหน้าเว็บ เมื่อสมัครเสร็จทุนก็จะส่งอีเมลมาเพื่อยืนยันการสมัคร และให้เราโหลดใบสมัคร pdf เก็บไว้ รักษาให้ดี เอาไว้ทวนอ่าน ถ้าเราผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์ อยากให้คนที่จะสมัครศึกษา course ที่จะไปเรียนและศึกษา aim ของทุนให้ดี และเขียนใบสมัครให้ตอบโจทย์ aim ของทุน เพราะว่าตรงนี้จะทำให้เราผ่าน First Screening

และเมื่อสมัครใบสมัครเสร็จด่านต่อไปคือเตรียมตัวสอบ IELTS และหาที่ปรึกษาป.เอก งานหินทั้งคู่

ต่อไปจะเล่าเรื่องการหาที่ปรึกษา ว่าเราหายังไง โดยตอนเขียนใบสมัครทุน เราได้เลือก อันดับ 1 เป็น UoA และ 2 คือ Massey ไป

>Step แรก คือเข้าไปดูหน้าเว็บของมหาลัยนั้นๆเลย และค้นหา Supervisor ที่มีงานวิจัยหัวข้อที่เราสนใจ ก็ได้มา ยูละ 1 ท่าน

>Step สอง email ไปเลย โดยมีรายละเอียดว่าเราคือใคร กำลังจะสมัครทุน Manaaki NZ Scholarship จบจากไหน สนใจจะเรียนป.เอกกับเค้า แนบ Transcript ตรี โทไป รวมถึง Abstract โปรเจคป.ตรีและโท และ CV

หลังจากนั้นก็รอ email ตอบกลับ

โดย อจที่ UoA ติดต่อกลับมา และอยากขอดู Project Proposal เราก่อน ซึ่งดูท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ในการคุย และขณะเดียวกัน อาจารย์ที่ Massey ก็อีเมลกลับมาว่า ขอ Online Meeting พูดคุยกับเรา เราเลยเตรียมตัว ทำ presentation ว่าเราจบจากไหน เรียนวิชาหลักๆอะไรบ้างที่สำคัญกับโปรเจคป.เอก เกรดเท่าไหร่ ประสบการณ์ทำงานเราเป็นไง  skills ที่เรามีคืออะไร โดยกัส ก็ได้บอกอาจารย์ไปว่า Scope งานป.เอกที่เราอยากทำเป็นประมาณไหน โดยไม่ได้ Specific หัวข้อขนาดนั้น เพราะเราเข้าใจว่าแต่ละที่มี Facility ที่ Support ไม่เหมือนกัน และบอกอีกว่า เราไม่ได้ปิดกั้นตัวเองว่าต้องทำแค่เรื่องนี้ เราเพียงอยากเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ต่อยอดองค์ความรู้เดิม ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ ดูสนใจใน skills ที่เรามี เลยตกลงยอมรับที่จะเป็น Supervisor ถ้าเราได้ทุนนี้ โดยเขาถามว่าอยากให้เค้าช่วยตรงไหน เราก็ตอบไปว่า ต้องการเพียงจดหมายที่ยืนยันว่าเค้าจะรับเราเป็น PhD student ภายใต้การดูแลของเค้า เพื่อยืนยันกรรมการเจ้าหน้าที่ทุน หากเราผ่านเข้ารอบการสัมภาษณ์ หลังจบจาก online meeting คือ ดีใจมาก เพราะ อาจารย์จาก MU มีหัวข้องานวิจัย field งานที่สนใจมากกว่า เลยคิดว่าเลือกอาจารย์ท่านนี้ บวกกับอาจารย์อีกท่านก็ดูไม่ค่อยว่างตอบอีเมล เพราะเค้ากำลังยุ่งกับ Grant ในงานของเค้า ต่อมา ก็ส่งรายละเอียดทุนให้กับอาจารย์ที่ MU และตัวอย่าง Consent Letter ในการรับเป็นที่ปรึกษา

เหลือด่านสุดท้าย สอบ IELTS ด่านหินมาก เพราะ ต้องได้ Overall 6.5 ทุกแบนด์ไม่ต่ำกว่า 6.0 เคล็ดลับในการเตรียมตัวสอบคือ ใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ กัสฝึกเขียน essay ทุกวัน (เพราะคือพาทที่คิดว่าตัวเองอ่อนที่สุด) จากนั้นให้ AI ตรวจให้ และค่อยๆเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง ในระหว่างเรียน เรามีการไปเรียนกับน้องนักศึกษาที่มาสอนพิเศษปิดเทอม โดยฝึกแค่ speaking เพราะอยากให้เราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้โดยไม่ติดขัด คิดเผื่อกรณีถ้าผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์ โดยเฉพาะ Part 3 ของ IELTS ที่จะเป็นการ deep talk ซึ่งเหมาะมากในการเอาไป apply ในการสัมภาษณ์ทุน แต่ skills อื่นๆ ก็หาดูตามเว็บ กับเรียนคอร์สออนไลน์ ซึ่งอีกเว็บไซต์ที่แนะนำในการฝึก IELTS คือ Engnovate ที่จะรวมข้อสอบ และเป็น Platform ที่คล้ายสนามจริงเพื่อฝึกความเคยชิน

อยากฝากถึงคนที่จะเตรียมสอบภาษาอังกฤษ ให้มี mindset ต่อการเรียนหรือสอบว่าอย่างน้อยๆ เราได้พัฒนาภาษา จะได้ทุนหรือไม่ได้ทุนก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ เป็นตัวของเราเองที่ได้พัฒนาไปข้างหน้า และเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น ไม่อยากให้รอให้ได้ทุนแล้วค่อยมาเร่งเรียนหรือสอบ เพราะมันจะกดดันมากกว่าเดิม ถ้าเราสามารถมี positive mindset กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราก็จะอยากทำมันทุกวันไปโดยอัตโนมัติเอง

 และผ่านไปสองเดือน จนเราแอบคิดว่าหรือว่าใบสมัครไม่ผ่านนะ เลยเงียบขนาดนี้ จนได้เมลถามเจ้าหน้าที่ ผ่าน platform บนเว็บไซต์ ว่าถ้าไม่ผ่านจะได้รับอีเมลไหม เค้าตอบว่า “ใช่ ทุกขั้นตอนจะแจ้งผ่านอีเมล ขอให้ติดตามผลต่อไป” จนกระทั่งงง ได้รับเมลตอบมาว่า

 

ใช่แล้ว นี่คืออีเมลแจ้งผล ผ่าน First screening และอีเมลนี้ได้บอกรายละเอียดของขั้นตอนถัดไปก็คือการทำ Psychometric test

Psychometric test คือการทดสอบเราทั้งด้าน IQ และ EQ โดยเป็นการ Test ออนไลน์ มี link มาให้ทำและต้องทำภายใน 10 วัน ไม่งั้นก็จะถูกตัดสิทธิ์

 โดยเมื่อเราไปศึกษาข้อมูลมา พบว่าเป็นแบบทดสอบที่องค์กรชั้นนำใช้ในการคัดบุคลากรในการเข้าทำงานในองค์กร ดังนั้น trust in the process ได้เลย แนะนำให้เป็นตัวเอง อย่าพยายามเป็นคนอื่น อย่าคิดเยอะ ตอบตามที่เราคิดเลย และ internet ต้องดีนะ เพราะทำได้แค่ครั้งเดียว ซึ่งตอนเรานั่งทำยอมรับว่า หลังเปียกมาก เพราะทำรวดเดียว 4 tests และมีความยาก แต่ไม่เกินความสามารถของทุกคนถ้าเราเตรียมตัวมาดี โดย Test จะมีหัวข้อตามรูปเลย คือ

 

> A Cognitive Reasoning Test จะเป็นข้อสอบแนวอนุกรม ให้ Pattern ลูกเต๋ามา แล้วเดาภาพต่อไป ยากอยู่ จับเวลาด้วยนะ ข้อละ 2 นาที

> A Verbal Reasoning Test จะเป็น Passage สั้น ยาว ประมาณ 3 passages แล้วตอบคำถามแบบเลือก choice จับเวลาเหมือนกัน 2 นาที/ข้อ ยากกว่า IELTS เพราะต้องทำข้อต่อข้อ ข้ามไม่ได้ด้วย แอบกระซิบว่า เราก็แอบทำไม่ทัน ตื่นเต้นด้วยเพราะเห็นเวลานับถอยหลังเรื่อยๆ เพราะงั้น ตั้งสติดีๆ

> A Personality Test & Value Test จะเบาลงมาหน่อยไม่มีจับเวลา จะเป็นข้อสอบวัด EQ แนวๆหา MBTI มีข้อสอบเป็นร้อยๆข้อ ถามวนไปมา เพื่อตรวจสอบว่าคำตอบคือตัวตนเราจริงไหม เพราะงั้นเลยแนะนำให้เป็นตัวเองในการทำพาทนี้ให้มากที่สุด โดยผลการ Test จะเป็นความลับ และส่งให้เจ้าหน้าที่ทุนโดยตรง เราไม่สามารถรู้ได้

หลังจากนั้นก็รอ จน 2 เดือนผ่านไป จนได้รับอีเมลว่า

 

ก็จะมีการนัดวันสัมภาษณ์ ผ่าน Zoom โดยจะมีการบอกว่าคำถามที่ได้จะเป็นประมาณไหนในหน้าเว็บ คือ จะไปเรียนอะไร และสาขาที่เรียนจะพัฒนาประเทศเรายังไง เคยทำงานอะไรมา เนื้องานประมาณไหน แล้วจบมาจาก NZ อยากทำงานหน่วยงานไหน และอีกพาท Resilience ที่จะเป็นเหตุการณ์สมมติ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่ากรรมการจะถามอะไร

  อยากให้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบ เข้าไปอ่านหน้าเว็บของทางทุน เพราะมี guideline ที่ละเอียด ชัดเจน เพื่อเตรียมตัวในแต่ขั้นตอน

 

โดยเราเตรียมตัวสัมภาษณ์โดย ให้ AI ช่วยคิดคำถามที่เราน่าจะเจอในวันสัมภาษณ์ และเราต้องตอบคำถามเหล่านั้นด้วยตัวเราเอง อยากให้ตอบที่เป็นตัวเรามากที่สุด ใช้ AI ในทางที่ถูกนะทุกคน เราหัดตอบ หัดพูดคนเดียว พยายามหาประโยควัดใจกรรมการที่ present ถึงความตั้งใจในการไปเรียนต่างประเทศของเรา

เมื่อเราผ่านมาถึงขั้นนี้แล้ว เราจะสังเกตได้ว่านอกจากทุนจะให้ความสำคัญกับการนำความรู้มาพัฒนาประเทศบ้านเกิดแล้ว ทุนยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับ Growth mindset และ Personality ดูจากใบสมัครที่ให้เราบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เคยพบเจอ Psychometric test ที่ถามคำถามแนวนี้วนเป็นร้อยๆข้อ ดังนั้นนี่คือจุดนึงที่สังเกตได้ และนำมาปรับใช้ในขั้นตอนสัมภาษณ์ คือการเป็นตัวเอง การมี Mindset ที่ดีและการแสดงถึงความตั้งใจในการไปเรียนกลับมาพัฒนาประเทศจริงๆ

จนวันจริง กรรมการมีสองท่านจากสถานทูตที่ NZ ใจดีมาก เค้าจะถามก่อนว่าตอนนี้เราอาศัยที่ไหน เพื่อยืนยันข้อมูลของเรา จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์เลย โดยคำถามจะมีเหมือนที่บอกข้างต้น ในพาท Resilience เราโดนถามเรื่อง การจัดการ Stress ทำยังไง เคยทำอะไรผิดพลาดที่ส่งผลกระทบวงกว้างกับคนอื่นไหม เคยเจอเหตุการณ์ที่ต้อง make fast decision ไหม ถ้ามีคนอื่นจดจำว่างานนี้เป็นของคุณแต่คุณไม่ได้มีส่วนร่วมในงานนั้นจะทำยังไง ซึ่งเราตอบตามตรงเลย ยกเหตุการณ์ในตอนเรียนหรือทำงาน มายกตัวอย่างให้กรรมการฟัง อาศัยเทคนิค CAR (Context-Action-Result)  สำหรับป.เอก จะต้องเตรียมคำถามเรื่องที่ปรึกษา ว่าเรามีรึยัง และเค้ารับเราไหม ซึ่งเมื่อจบการสัมภาษณ์ จะต้องส่งหลักฐานอย่าง PhD consent letter ให้กับกรรมการ และเราได้แจ้งว่าเรายืนยันจะไปศึกษาที่ Massey ในสาขานี้ๆ นะ ก็คือไม่ได้ตรงกับตอนกรอกใบสมัครตอนแรกที่เลือก UoA อันดับแรก กรรมการก็ใจดี บอกให้เราแจ้งการเปลี่ยนแปลงนี้อีกทีกับทางทุน

ในพาท Resilience เราไม่ได้ใช้แค่ CAR เทคนิค แต่เราเสริมด้วยว่าหลังจากเหตุการณ์เหล่านั้น เราเรียนรู้อะไร อะไรที่ทำให้เราเป็น Better version ถึงทุกวันนี้ ซึ่งเราคิดว่านี่คือจุดประสงค์ของการถามพาท Resilience คือเรารับมือยังไง และเรียนรู้อะไรจากตรงนั้น ตอนสัมภาษณ์เราใช้คำศัพท์ทั่วไป ตอบแบบกระชับ direct to the point เลย และเราต้องเป็นธรรมชาติมากที่สุด เพราะการสัมภาษณ์ไม่ได้ดูแค่ความตั้งใจในการไปแต่ดูถึงทักษะการสื่อสาร ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศของเราด้วย ซึ่งถ้าใครเคยสอบ IELTS จะรับรู้ได้ว่าการสัมภาษณ์นี้ง่ายกว่าสอบ IELTS ซะอีก เพราะไม่ต้องประดิษฐ์คำให้สวยหรู ซึ่งระหว่างสัมภาษณ์ เราเห็น Positive sign จากกรรมการทั้งสองท่าน เลยคิดว่าน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ก็ไม่อยากหวังเกินเพราะก็อาจจะมีคนที่ดีกว่า บวกกับรับแค่คนเดียวทั้งประเทศ เลยมีเผื่อใจไว้บ้าง ใช้เวลาสัมภาษณ์ประมาณ 40 นาที คิดว่าใครที่ถนัดการคุยแบบ deep talk น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ต้องเกร็ง กรรมการใจดีมาก ทวนคำถามให้ถ้าเราไม่เข้าใจ เพราะงั้นเตรียมความพร้อมที่ตัวเราให้ดีเลย เพราะ vibe การสัมภาษณ์ดีมาก และอย่าลืมที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเค้าไว้เผื่อๆ เพราะก็โดนถามคำถามนี้เหมือนกัน คิดว่าน่าจะโดนถามกันทุกคน เพื่อดูความพร้อมในการไปใช้ชีวิตต่างประเทศของผู้สมัคร

 จากนั้นก็รอต่อไป สองเดือน จนกระทั่งได้รับอีเมลว่า

 

และสำเร็จ เราได้รับคัดเลือกเป็น Preferred Candidate จำได้ว่าดีใจมาก เหมือนตัวเองทำได้แล้ว จากความพยายามทั้งหมด แต่มันยังไม่จบ เพราะการเป็น Preferred candidate ไม่ได้แปลว่าเราได้ทุน แต่เราต้องสมัครมหาลัยจนได้ unconditional offer ดังนั้น คนที่ยังไม่มีคะแนนภาษา ต้องรีบสอบให้ได้ เพื่อสมัครเข้ามหาลัย ซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก เลยอยากให้คนที่จะสมัครเตรียมเอกสารความพร้อมไว้ก่อน เช่น การทำ passport  ทะเบียนบ้านเป็นภาษาอังกฤษ ในการสมัครเข้ามหาลัย

สำหรับป.เอก จะใช้เวลาในการรอ offer นานมาก 3-4 เดือนได้ แต่ป.โท จะได้ไวมาก เพราะงั้นดู timeline และตามเอกสารให้ดี พอเราได้ unconditional offer จากมหาลัยแล้ว ก็จะมีสัญญาทุนส่งมาให้เราอ่านรายละเอียดให้ดี และเซ็นรับทุนถึงจะเรียกตัวเองว่า Manaaki Scholar ได้ และนำเอกสารไปขอวีซ่า ใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือนก็ได้ผล visa แล้ว ซึ่งการเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์ จะทำให้มีโอกาสวีซ่าผ่านได้สูงมาก ถ้าเอกสารเราครบถ้วน จากนั้นก็รอเตรียมบิน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทุนของแต่ละมหาลัยจัดการให้

โดยต้องขอบคุณพี่ๆ จาก Hearts&Minds  โดยเฉพาะพี่จอม ที่ช่วยเรื่องเอกสารในขั้นตอนสมัครมหาลัย การทำวีซ่า จนสามารถเปลี่ยนจาก Preferred Candidate เป็น Manaaki Scholar จำได้ว่าทุนประกาศตอนตีห้า ก็รีบทักไลน์หาพี่จอมเลย และพี่จอมได้ช่วยดำเนินการสมัครมหาลัยเสร็จภายในวันเดียว ถ้าเราเอกสารครบถ้วน สามารถปรึกษาและทักหาพี่ๆได้เลย พี่ๆใจดีมากๆ

และในทุกขั้นตอนในการผ่านเข้ารอบจนถึงได้ offer จากมหาลัย รู้กำหนดวันที่จะไปเรียนเราจะอัพเดทให้อาจารย์ที่ปรึกษาที่ Massey รับทราบเพื่อเป็นการ keep in touch อยู่เสมอ

ถ้าให้ recap ว่าอะไรที่ทำให้เราได้ทุนนี้ คงตอบว่า

>ในขั้น initial screening น่าจะผ่านเพราะ สาขาที่เลือกเรียนและการเขียน essay เชื่อมโยงถึง impact ในการพัฒนาประเทศ เข้าตากรรมการ

>ในขั้น psychometric test คงเพราะการเป็นตัวเองที่ตรงกับคุณสมบัติคนที่ทุนอยากได้ อย่าประดิษฐ์ในขั้นนี้นะ ผลมันฟ้องหมด

>ในขั้น interview คิดว่า น่าจะเพราะ background ของเราสอดคล้องกับสาขาที่อยากไปเรียน ทั้งวุฒิ ตรี โท ประสบการณ์การทำงาน นอกจากนี้เรายังสื่อให้กรรมการเห็นถึงความตั้งใจในการไปเรียนจริง การเตรียมพร้อมทั้งหาที่ปรึกษา และเรียนภาษา เพราะตอนที่สัมภาษณ์ เราบอกเค้าไปด้วยว่าเรากำลังฝึกภาษาอยู่นะ เพราะเรารู้ว่าสำคัญในการเอาไปใช้ชีวิตรอดในต่างประเทศ และถ้ากลับมาเราอยากเอาความรู้มาใช้ยังไง พัฒนาประเทศยังไง ส่วนตอนพาท Resilience เราเล่าเหตุการณ์ได้ไม่ติดขัด เพราะเอามาจากประสบการณ์จริง ต่อให้กรรมการถามดีเทลเพิ่มยังไง ก็ตอบได้ จึงเป็นเหมือนการคุย deep talk ทั่วไปสำหรับเรา และนอกจากนี้ยังเห็น positive sign เช่น การพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูด การยิ้ม การถามดีเทลเพิ่มเพราะสนใจเหตุการณ์ที่เรายกมา เลยคิดว่าเนี่ย เราก็น่าจะได้ทุนนี้แหละ

สุดท้าย อยากให้คนที่ไม่กล้าสมัครทุนใหญ่แบบนี้ ลองออกมาจากเซฟโซนแล้วลองสมัครดู มีหลายคนที่เคยสมัครแล้วผิดหวัง กลับมาสู้ จนสำเร็จ เตรียมความพร้อมให้ดี ทั้งเอกสาร ภาษา การหาที่ปรึกษา ศึกษาจุดประสงค์ของทุน และเขียน essay ให้ล้อกับ aim ของทุน  และอยากให้ตั้งใจจะนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศจริงๆ มีความตั้งใจจริง

หวังว่าการแชร์ประสบการณ์สมัครทุน Manaaki New Zealand Scholarship นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่สนใจสมัครทุนนี้และอย่ายอมแพ้นะคะ แนวทางการสมัครของเราไม่รู้ว่าถูกต้องมากแค่ไหน แต่แค่มาแชร์ในมุมของเราว่าเตรียมตัว และผ่านแต่ละด่านมายังไง เพราะเราก็เตรียมตัวได้กระชั้นชิดมาก อยากให้หาที่ปรึกษาล่วงหน้า ฝึกภาษาแต่เนิ่นๆ ไม่จำเป็นต้องเอาเป็นแบบอย่างทุกขั้นตอน ทุกคนมีแนวทางการเตรียมตัวที่เหมาะกับแต่ละคนที่ต่างกันไป  เอามาเรียบเรียงเล่าตอนนี้เหมือนมันดูราบรื่น แต่จริงๆแล้วระหว่างทางกดดัน และเครียดมากอยู่เหมือนกัน สู้ๆ นะคะผู้สมัครทุกคน

ข่าวสารทั้งหมด
ข่าวสารอื่นๆ

10 / JAN /2019

NEW ZEALAND SUMMER CAMP 2019 - (16 มีนาคม – 12 เมษายน 2562) - Craighead Diocesan School และ Roncalli College

อ่านต่อ

Manaaki Scholarship: ทุนเต็มจำนวนจากรัฐบาลนิวซีแลนด์ ประจำปี 2026

อ่านต่อ

รีวิวสมัครทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์ (Manaaki New Zealand Scholarship)

อ่านต่อ
คำสงวนลิขสิทธิ์ (Copyright)

เนื้อหาในเว็บไซต์นี้ รวมถึงข้อมูลทั้งหมด เช่น ข้อความ กราฟิก รูปภาพ ภาพถ่าย และเสียง ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และถือเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทฮาร์ทส์ แอนด์ มายส์ อินเตอร์เนชั่นนอล เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ห้ามคัดลอก เปลี่ยนแปลง ทําซ้ำ จัดเก็บในระบบสืบค้นหรือส่งผ่านเนื้อหาในเว็บไซต์นี้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหา เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากทางบริษัทฯ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ “Cookies Policy” และสามารถเลือกตั้งค่ายินยอมการใช้คุกกี้ได้โดยคลิก “Accept